ท่ามหาราช ที่เที่ยวริมเจ้าพระยา

Maharaj-Food

บนคอนเซ็ป “Riverside Eatery, Urban Oasis, Art & Culture Market” ทำให้ ท่ามหาราช ได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดรวมพลริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ แหล่งโอเอซิสกลางกรุงที่นำเอาวิถีชีวิตของคนกรุงรัตนโกสินทร์มาผสมผสานกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นงานศิลปะที่สวยงามและลงตัว ด้วยบรรยากาศสุดชิลที่เหมาะมากๆ สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อน พักสมองผ่อนคลายอิริยาบถและเติมความสดชื่นให้กับชีวิตในห้วงเวลาสั้นๆ ที่ไม่เร่งรีบ

ท่ามหาราช ตั้งอยู่บนถนนมหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ แลนมาร์คแห่งใหม่ที่ผสมผสานความเป็น วิถีชุมชนของคนกรุงรัตนโกสินทร์ในอดีตกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของคนรุ่นปัจจุบันได้อย่างลงตัว เป็นศูนย์รวมของแฟชั่นเทรนด์ มุมกาแฟสวยๆหลากหลายแบรนด์ ร้านค้าต่างๆ ที่ออกแบบตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่ยังคงมีความเป็นงานศิลปะผสมผสานอยู่ ตลอดจนที่นั่งชิวๆ รับลมเย็นๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามหาราช เป็นความพยายามสร้างสรรค์ชิ้นงานเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์ไตล์ของคนยุคปัจจุบันให้ได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีความคลาสสิกมากๆ เหมาะกับการพักผ่อน ที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลมาก แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมครัน จนน่าพาตัวเองไปหย่อนปุกกับมุมสบายๆ รับลมชมวิวของแม่น้ำเจ้าพระยากันตั้งแต่ตอนนี้เลยทีเดียว

กลิ่นอายวิถีชีวิตของคนกรุงรัตนโกสินทร์ในอดีตที่ถูกถ่ายทอดผ่านท่ามหาราช ทำให้เรามองเห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต วิถีชีวิตที่เกี่ยวกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะการเดินทางไปยังท่ามหาราช ที่สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางบกและทางน้ำแต่เราจะสังเกตได้ว่าในช่วงวันหยุด นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังที่แห่งนี้ผ่านการสัญจรทางเรือมากกว่าและดูจะคึกคักมากกว่าการสัญจรทางบกนั่นเอง นอกจากนี้ความเป็นศิลปะที่ถูกสอดแทรกในทุกอณูของ ท่ามหาราช ผสมผสานธรรมชาติสีเขียวของพันธุ์ไม้ประดับต่างๆ ทำให้ที่นี่เปรียบเสมือนแหล่งโอโซนชั้นดีอีกสถานที่หนึ่งใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย

Maharaj-Map

โซนอาหาร ช้อปปิ้งและการเดินทาง

นอกจากบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ที่จัดเป็นโซนสำหรับขาช้อปทั้งหลายแล้ว บริเวณที่น่าประทับใจอีกโซนหนึ่งของ ท่ามหาราช คือ บริเวณท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถูกจัดไว้สำหรับร้านอาหารต่างๆ ที่พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปลิ้มลองอาหารหลากหลายสไตล์ตามแนวถนัดของแต่ละคน ในบรรยากาศชายระเบียงริมแม่น้ำโล่งสบายที่แซมด้วยสีเขียวของไม้ประดับ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่ได้รับการตกแต่งด้วยแสงไฟ ยิ่งทำให้บรรยากาศการรับประทานอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาพิเศษสุดขึ้นไปอีกเลยที่เดียว ส่วนไฮไลท์ของที่นี่ แนะนำชั้น 3 และชั้น 4 ที่เป็นชั้นดาดฟ้าของท่ามหาราช ชั้นนี้ถูกจัดให้เหมือนเป็นสวนพักผ่อน มีม้านั่งตามมุมต่างๆ ให้ได้นั่งเล่นรับลมแม่น้ำกันแบบสบายๆ และยังสามารถเก็บภาพสวยๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมต่างๆ ได้อย่างน่าประทับใจอีกด้วย งานตกแต่งที่รายล้อมด้วยต้นไม้สีเขียว บอกได้เลยว่ามุมนี้สวยมากและยิ่งมืดจะยิ่งสวย

ท่ามหาราช เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. ท่านสามารถเดินทางไปที่นี่ได้ทั้ง ทางบก ทางน้ำ แต่จะให้เข้าคอนเซ็ปของที่นี่ ขอแนะนำให้ท่านลองเดินทางทางเรือดู โดยสามารถใช้บริการ เรือด่วนเจ้าพระยา ธงเขียว ส้ม เหลือง ที่ท่าเรือสาทร มาลงที่ท่าพรานนก/วังหลัง (N10) แล้วนั่งเรือข้ามฟากจากท่าวังหลัง มา ท่าวัดมหาธาตุหรือลงที่ท่าช้าง (N9) และเดินมาท่ามหาราช หรือนั่ง Chao Praya Tourist Boat (CTB) ธงฟ้า มาลงท่ามหาราช ก็ได้เช่นกัน หรือสะดวกเดินทางทางรถยนต์ ก็สามารถใช้เส้นทางจากถนนหน้าพระลาน ผ่านพระบรมมหาราชวัง เลี้ยวขวาเข้าถนนมหาราช จุดหมายจะอยู่ทางซ้ายมือ รถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีตากสิน (S6) หรือรถโดยสารประจำทาง สาย 32, 53, 124, 203, 201, ปอ.32, ปอ.524 ได้เช่นกัน

Golden-Mountain

8 จุดไฮไลท์ไม่ควรพลาดรอบภูเขาทองกับวัดสระเกศ

Golden-Mountain-Saket-Temple

สำหรับใครที่หลงรักการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร(ภูเขาทอง) คงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ใครหลายๆ คนไม่พลาดที่จะแวะเวียนเข้าไปไหว้พระทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ชมความงดงามของศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา และเดินขึ้นบันไดไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุบนยอดภูเขาทอง ชมทิวทัศน์ของเมืองบางกอกไปพร้อมๆ กัน

เสร็จจากการทำบุญไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ก็ได้เวลาชมความงดงามของวัดกัน  แต่ก่อนอื่นๆ เราไปทราบประวัติกันก่อนดีกว่า “วัดสระเกศ” หรือ “วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดโบราณที่เดิมใช้ชื่อว่า วัดสะแก และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่พร้อมขุดคลองล้อมรอบพระอาราม เมื่อแล้วเสร็จจึงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ที่ให้ความหมายว่า ชำระพระเกศา เนื่องด้วยเคยประทับทำพิธีพระกระยาสนาน (อาบน้ำ) ครั้งเสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในกรุงธนบุรี และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติใน พ.ศ. 2325

ถึงเวลาพาไปชมความงดงามของวัดสระเกศกันแล้ว ขอบอกไว้เลยว่า 8 จุดไฮไลท์รอบภูเขาทองแห่งนี้ แฝงไปด้วยประวัติศาสตร์ไทยที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าแล้วเริ่มต้นกันที่ พระอุโบสถ กันก่อนเลย พระอุโบสถวัดสระเกศ เป็นพระอุโบสถที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 แทนพระอุโบสถเดิมของวัดสระแก ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อพระประธาน” พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยอยุธยา ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่พร้อมกับการสร้างพระอุโบสถ ในสมัยรัชกาลที่ 1 ด้วยการลงรักปิดทองทับองค์เดิม ล้อมรอบด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีความประณีตงดงามน่าประทับใจมากเลยทีเดียว

ไฮไลท์จุดที่ 3 ไปกันที่ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ที่มีอายุกว่า 200 ปี มีประวัติสำคัญคือหน่อพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ เป็น 1 ใน 3 หน่อ ที่กษัตริย์ศรีลังกา ได้พระราชทานถวายแด่รัชกาลที่ 2 ครั้งส่ง สมณทูตไปสืบพระพุทธศาสนาในลังกา โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงปลูกด้วยพระองค์เอง ในปี พ.ศ. 2357 และได้พระราชทานน้ำสรงต้นพระศรีมหาโพธิ์ในวันสงกรานต์  จึงนับเป็นโบราณราชประเพณีปฏิบัติสืบเนื่องมาเป็นประจำทุกปี  ส่วนอีก 2 หน่อพระศรีมหาโพธิ์ทรงโปรดให้ปลูกไว้ที่ วัดสุทัศน์ และวัดมหาธาตุ

Golden-Mountain-photo

พาเดินมาต่อกันที่ไฮไลท์จุดที่ 4 พระวิหารหลวงพ่ออัฏฐารส เป็นพระวิหารที่ประดิษฐาน “พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร” ศิลปะสมัยสุโขทัยตอนต้นอายุกว่า 700 ปี ที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจาก “วัดวิหารทอง” จังหวัดพิษณุโลก มาประดิษฐานที่วิหารแห่งนี้ เป็นพระพุทธรูปทรงยืนที่มีความสูงถึง 10.75 เมตร

มาถึงบันได 433 ขั้น ชมความงามของ พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) ไฮไลท์จุดที่ 5 กัน ประวัติความเป็นมาเริ่มตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นปูชนียะสถานในพระนครแต่ก็เกิดการทรุดลงเสมอเพราะพื้นดินที่ตั้งนั้นเป็นดินโคลนติดน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2406 ได้โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นมาใหม่ เป็นแบบภูเขา มีพระเจดีย์อยู่ด้านบน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด โดยพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เอง และโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อจากภูเขาทองเป็น “บรมบรรพต” แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ จวบจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทำการก่อสร้างพระบรมบรรพตจนแล้วเสร็จ

กราบสักการะ “พระบรมสารีริกธาตุ” ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในผอบพร้อมจารึกพราหมีนี้ ทางรัฐบาลอินเดียได้น้อมเกล้าถวายแด่รัชกาลที่ 5 และได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุไว้ในพระบรมบรรพต เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2442

ชมความงามของพระบรมบรรพต สักการะพระบรมสารีริกธาตุ แล้ว จุดต่อไปก็แวะไปสักการะ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่เล่ากันว่าสร้างขึ้นในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ ไว้ให้ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาสักการะองค์บรมบรรพตได้สักการบูชาองค์หลวงพ่อดำแทน ต่อกันที่จุดสุดท้าย สักการะไหว้พระ “หลวงพ่อโต” ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะปิดทอง หน้าตักกว้าง 7 ศอก 1 คืบ และสูงถึง 10 ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่มากองค์หนึ่ง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร(ภูเขาทอง) อยู่ริมคลองมหานาคและคลองรอบกรุง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

Taling-Chan-floating-market

ทัวร์ตลาดน้ำ การเดินทางไปตลาดน้ำตลิ่งชัน

Taling-Chan-pic

เสียงเล่าลืออันใดคงไม่เท่ากับการเดินเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตริมแม่น้ำของชาวบ้านบวกกับความหลากหลายของอาหารนานาชนิดในตลาดตลิ่งชัน แห่งนี้ ที่ช่างมีเสน่ห์มากซะจนดึงดูดให้ผู้คนในเมืองใหญ่หลั่งไหลมาเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยข้าวของต่าง ๆ อย่างคึกคักโดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

จะเป็นกลุ่มเป็นคณะมาเดี่ยวหรือมาเป็นคู่ ตลาดน้ำตลิ่งชันก็ยินดีต้อนรับเสมอ ด้วยรอยยิ้มและอัธยาศัย ที่ดีของพ่อค้าแม่ค้าที่พลิกผันตัวเองจากชาวสวนมานั่งขายผักสดๆ ผลไม้สดๆ ตามฤดูกาล ที่เก็บมาจากสวนในบ้านแบ่งปันมาให้เราๆ ได้จับจ่ายกัน บ้างก็ผันตัวเองจากแม่บ้านมาเป็นแม่ครัวหัวป่าทำอาหารรสเด็ดๆ ให้เราได้ลิ้มลองกัน ซึ่งก็ติดใจจนต้องซื้อกลับบ้านหรือไม่ก็ต้องกลับมาที่ตลาดน้ำแห่งนี้อีกหลายๆ หน แถมยังชวน  เพื่อนฝูงมากันจนทำให้ที่นี่ดูชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ด้วยความที่เป็นตลาดน้ำชานเมือง ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติบวกกับวีถีชีวิตแบบกึ่งชนบท แถมอยู่ใกล้ใจกลางเมืองกรุงเทพ ที่เดินทางไปได้อย่างสะดวกสบายไม่ไกลมากนัก ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยมเพราะนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ริมคลองดูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนริมน้ำที่ต่างทำมาหากินกันแบบพอเพียงจะเห็นกันได้ตั้งแต่ทางเข้าตลาดที่เต็มไปด้วย  ผักสดๆ  ผลไม้สดๆ ตามฤดูกาล ต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ ตลอดจนงานหัตถกรรมที่แปลกตาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านของคนในชุมชน ที่ถูกนำมาวางเรียงรายให้ได้เลือกซื้อเลือกหาอย่างละลานตาทำเอาเปิดกระเป๋าเพลินกันเลยทีเดียว

มาที่นี่เขาบอกว่าจะต้องไปชิมอาหารอร่อยๆ รสเด็ดจัดจ้านแบบไทยดั้งเดิมบนแพริมคลอง ที่มีร้านขายอาหารตั้งเรียงรายให้ได้เลือกทานกันตามแต่จะถนัด ไม่ว่าจะเป็น ปลาเผา กุ้งเผา ปูย่าง ส้มตำ หมูสะเต็ก ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ ขนมเบื้องยวนและขนมหวานแบบไทยๆ อีกมากมาย อร่อยทุกร้านแต่จะอร่อยแค่ไหนอันนี้ต้องลองไปทานกันเอาเอง

Taling-Chan

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของตลาดน้ำแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่อาหารอร่อยๆ เท่านั้น ที่นี่ยังมีทัวร์ตลาดน้ที่ขึ้นชื่อมากๆ ให้เราได้เลือกสัมผัสกัน ซึ่งเรียกกันว่า ทัวร์ตลาดน้ำตลิ่งชัน เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวทางน้ำ โดยการนั่งเรือหางยาวสัมผัสบรรยากาศสองฝั่งคลอง ที่ทางชุมชนตลาดน้ำตลิ่งชันจัดเตรียมไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยแต่ละรอบของโปรแกรมทัวร์ก็แตกต่างกันไป อย่างเช่น ทัวร์ท่องเที่ยว 3 ตลาด ที่จะพาไปชมตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตลาดน้ำวัดบางสะพาน และตลาดน้ำลิ่งชั้น อันนี้มีเพียงรอบเดียวคือเวลา 09.30 น.เท่านั้น หรือจะเป็น ทัวร์กล้วยไม้ ไหว้พระ ชมตลาด ที่พาไปร่วมทำบุญวัดเกาะ ไหว้หลวงพ่อดำ 312 ปี ชมสวนกล้วยไม้ แวะตลาดน้ำบางสะพาน ไหว้พระพุทธรูปทรายสมัยกรุงศรีอยุธยา แวะให้อาหารปลาที่วัดปากน้ำฝั่งใต้ แล้วก็ซื้อข้าวหลามเผากลับบ้าน ให้บริการ เวลา 13.00 น.หนึ่งรอบต่อวันเช่นกัน หากใครมาไม่ทัน 2 รอบนี้ก็ยังมีโปรแกรมทัวร์สวนงูธนบุรี ทัวร์ชั่วโมงเดียวเที่ยวรอบเกาะ ทัวร์ทำบุญไหว้พระ 400 ปี ไว้คอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเที่ยวตลาดแห่งนี้ด้วย

สำหรับการเดินทางไปตลาดน้ำตลิ่งชัน สามารถเดินทางไปได้ 2 เส้นทาง คือ ถนน จรัญสนิทวงศ์ เลี้ยวมุ่งหน้าเข้าถนนบางขุนนนท์ไปตามถนนสายหลัก เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกตลิ่งชัน ขับตรงไปตามทาง ตลาดน้ำ จะตั้งอยู่หน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน หรือใช้เส้นทางถนนบรมราชชนนี ขึ้นสะพานข้ามคลองบางกอกน้อยผ่านสายใต้ใหม่ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนข้าง สน.ตลิ่งชันและขับมาตามทางหลักเรื่อยๆ ตลาดน้ำตลิ่งชันจะอยู่ทางขวามือ มีที่จอดรถให้บริการ นอกจากนั้นยังมีรถเมล์สาย 79, 83 ผ่านซึ่งสามารถใช้บริการได้

บาคาร่าเกมไพ่ออนไลน์ สมัครบาคาร่ารับเงินรางวัลแจกไม่มีอั้น

บาคาร่าจัดเป็นเกมพนันที่ทำเงินได้ไวที่สุด ที่จะเปลี่ยนเงินทุนจากหลังร้อยให้เป็นหลักแสนได้ในเวลาไม่นาน เล่นง่ายจ่ายไวทันใจ ได้เงินจริงแน่นอน บาคาร่าจึงได้เป็นสุดยอดเกมพนันแห่งปีที่สามารถครองใจเหล่านักพนันได้มาอย่างยาวนาน ซึ่งการที่บาคาร่านั้นเป็นเกมยอดนิยมจึงทำให้มีเทคนิคการเล่นพร้อมสูตรต่างๆ ออกมามากมาย ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยให้ผู้เล่นหน้าใหม่นั้นได้เข้าไปศึกษานำมาปรับเพื่อผลกำไรที่ดียิ่งขั้นนั้นเอง ส่วนรายละเอียดในเรื่องของวิธีการเล่นและกฎกติกาของบาคาร่ามีอะไรบ้างไปดูกันเลย

วิธีการเล่นบาคาร่า

บาคาร่านั้นเป็นเกมพนันที่ใช้ไพ่ในการเล่นโดนจะมีอยู่ 2 ฝั่งด้วยกันคือ ฝั่งเจ้ามือและฝั่งผู้เล่น จากนั้นทางเจ้ามือจะแจกไพ่ฝั่งละ 2 ใบ เพื่อให้ผู้เล่นได้เลือกวางเดิมพัน เมื่อทำการปิดวางเดิมพันบาคาร่าก็จะทำการเปิดไพ่นับแต้มดูว่าฝั่งไหนได้แต้มมากกว่ากัน ฝั่งนั้นถือเป็นผู้ชนะ ซึ่งในการวางเดิมพันแต่ละครั้งก็จะต้องเลือกชิปที่อยู่ด้านล่าง โดยในแต่ละเกมสามารถวางเดิมพันเท่าไหร่ก็ได้ตามความต้องการแต่จะมีขั้นต่ำอยู่ที่ 50 บาท และบาคาร่านั้นยังมีรูปแบบการวางเดิมพันที่เข้าใจได้ง่ายและไม่ซับซ้อน ซึ่งในแต่ละแบบนั้นก็มีอัตราจ่ายที่แตกต่างกันอยู่ดังนี้ วางเดิมพันคู่-คี่อัตราจ่ายอยู่ที่ 1:11 , วางเดิมพันฝั่งเจ้ามืออัตราจ่ายอยู่ที่ 1:1 และผู้เล่นอัตราจ่ายอยู่ที่ 1:0.95, วางเดิมพันเสมออัตราจ่ายอยู่ที่ 1:5 ไม่ว่าท่านจะแทงรูปแบบไหนก็ตามเมื่อเกมจบก็รับเงินทันที โดยแต่ละเกมนั้นก็จะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีถือว่าเร็วมากๆ วันหนึ่งมีทั้งหมด 1440 นาที ถ้าเล่นทั้งวันก็จะสามารถเล่นได้ทั้งหมด 288 รอบ ถือว่าเยอะมาก

กฎกติกาการเล่นบาคาร่า

  • บาคาร่านั้นแต้มสูงสุดนั้นคือ 9 โดยจะนำเอาแต้มของไพ่ทั้ง 2 ใบมารวมกันโดยจะตัดเลขตัวหน้าออกให้เหลือแต่ตัวหลังแต้มใครเยอะกว่าเป็นผ่ายชนะนั้นเองง่ายมากๆ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไพ่ใบไหนมีแต้มอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย ไพ่แต้ม 2 – 9 นับแต้มตามเลขบนไพ่เลย ส่วน A = 1 , J = 10 , Q = 10 , K = 10 ตัวอย่างการนับแต้มไพ่เช่น ถ้าเจ้ามือได้ไพ่ 8 กับ 6 ก็จะเป็น 8+6 เป็น 14 ตัดเลขตัวหน้าออกก็จะได้ 4 แต้ม ส่วนผู้เล่นได้ไพ่ 9 กับ K ก็จะเป็น 9+10 เป็น 19 ตัดเลขตัวหน้าออกก็จะได้ 9 แต้ม จบเกมผู้เล่นชนะ
  • บาคาร่าในแต่ละเกมจะมีเวลาให้เลือกวางเดิมพันอยู่ประมาณ 30 วินาทีเมื่อหมดเวลาทางดีลเลอร์จะทำการปิดวางเดิมพันและเปิดไพ่ทันที
  • ในการวางเดิมพันท่านจะต้องเลือกชิปที่ทางผู้ให้บริการเตรียมไว้ให้ทางด้านล่างเท่านั้นโดยจะมี 50 บาท 100 บาท 1,000 บาท 5,000 บาท 10,000 บาท 50,000 บาท ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการอาจจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ถ้าคุณต้องการวางเดิมพัน 600 บาท ก็ให้ทำการเลือก คลิกชิป 100 บาท 6 ครั้ง แล้วทำการวางฝั่งที่ต้องการจะเดิมพันเท่านี้เป็นอันเสร็จ
  • ถ้าหากวางเดิมพันลงไปแล้วถือว่าสิ้นสุดทุกอย่างไม่สามารถเปลี่ยนได้ถึงแม้จะมีการหลุดออกจากห้องก็ตาม